HOME
สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (โอรสสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชจักรีวงศ์ พระราชสมภพ เมื่อ วันพุธ แรม ๑๔ ค่ำ
เดือน ๑๑ ปีมะเส็ง เวลา ๑๒.๒๕ นาฬิกา ตรงกับวันที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๓๖ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๗๖ ในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นปีที่ ๙ ในสมเด็จพระพันปีหลวง (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ) เสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน
พ.ศ. ๒๔๖๘ รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๙ ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รวมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรส กับ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
(หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์) ไม่มีพระราชโอรส-พระราชธิดา

พระนามเต็ม

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเต็ม "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพยปรียามหาราชรวิวงศ์ อสัมภินพงศพีระกษัตรบุรุษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถจุฬาลงกรณ
ราชวรางกูร มหมกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธ อุต์กฤษฎานิบุณย์อดุลยฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณ์วิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์
มหาชโนตมางคมานท สนธิมตสมันตสมาคม บรมราชสมภาร ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์
มงคลลคนเนมาหวัยสุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชาวุธ วิชัยยุทธศาสตร์โกศล วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณ
ประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสุดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฏโสทรสมมต เอกราชยยศสธิคม
บรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิศิกต์ สรรพทศทิศวิชิตเดโชไชย สกลมไหศวรยมหาสยามินทร
มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาธิไตรรัตนวิศิษฎศักดิ์อัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมย
บุณยการ สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436
ทรงมีพระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าชายประชาธิปกศักดิเดชน์ ธเนศรมหาราชาธิราชจุฬาลงกรณ์นาถวโรรส อุดมยศอุกฤษฐศักดิ์ อุภัยปักษนาวิล
อสัมภินชาติพิสุทธิ์ มหามงกุฎราชพงศบริพัตรบรมขัตติยมหารัชฎาภิษิยจนพรรโษทัย มงคลสมัยสมากร สถาวรรัจฉริยคุณ อดุลยราชกุมาร”
พระนามทั่วไปเรียกว่า “ทูล กระหม่อมเอียดน้อย”

เมื่อเยาว์วัยทรงศึกษาวิชาภาษาไทย และราชประเพณีโบราณ ต่อมาครั้นทรงโสกันต์แล้วทรงเสด็จไปศึกษาวิชาการที่ประเทศอังกฤษ
เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2449 ในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษา ทรงเริ่มรับการศึกษาในวิชาสามัญในวิทยาลัยอีตันซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยม
ชั้นหนึ่งของประเทศอังกฤษ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันแล้ว ทรงสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารที่เมืองวูลิช
(ROYAL MILITARY ACADEMY COUNCIL) ทรงเลือกศึกษาวิชาทหารแผนกปืนใหญ่ม้า แต่ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว
ทรงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2453 พระองค์จึงได้เสด็จกลับประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมพิธีพระบรมศพ แล้วจึงเสด็จกลับไปศึกษาต่อเมื่อสำเร็จการศึกษา
ในปี พ.ศ. 2456 ทรงเข้าประจำการ ณ กรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษที่เมืองอัลเดอร์ช้อต (ALDERSHOT) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456
ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2457 ซึ่งเป็นช่วงเวลาการซ้อมรบ โดยรัฐบาลอังกฤษตามความเห็นชอบของที่ประชุมกองทหาร (ARMY COUNCIL) และได้รับอนุญาตให้ทรงเครื่องแบบนายทหารอังกฤษสังกัดใน “L” BATTERY FOYAL HORSE ARTILLERY ทรงได้รับสัญญาบัตรเป็นนายทหาร
ยศร้อยตรีกิตติศักดิ์ แห่งกองทัพอังกฤษ และในกาลที่พระองค์สำเร็จการศึกษาจากสถานทีนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระยศนายร้อยตรีนอกกอง สังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นนายร้อยโท และนายทหารนอกกอง
สังกัดกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ในปี พ.ศ. 2457 ได้เกิดสงครามโลกขึ้นในยุโรป แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงดำริเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ยังทรงศึกษาวิชาการทหารได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ หากจะกลับมาเมืองไทยก็ยังทำคุณประโยชน์แก่บ้าน
เมืองยังไม่ได้เต็มที่ ดังนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤษดากร ทรงจัดหาครูเพื่อสอนวิชาการเพิ่มเติมโดยเน้นวิชา
ที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง ในวิชากฎหมายระหว่างประเทศ พงศาวดารศึก และยุทธศาสตร์การศึก

ครั้งสงครามได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก และการหาครูมาถวายพระอักษรก็ลำบาก เนื่องด้วยนายทหารที่มีความสามารถต้องออกรบในสงคราม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอพระราชดำเนินกลับประเทศไทย แต่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอมีความประสงค์ที่จะเสด็จร่วมรบกับพระสหายชาวอังกฤษ หากแต่พระเจ้ายอร์ซที่ 5 ไม่สามารถทำตามพระราชประสงค์ เนื่องด้วยพระองค์เป็นคนไทยซึ่งเป็นประเทศเป็นกลางในสงคราม สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอจึงจำเป็นต้องเสด็จกลับประเทศไทยในเดือนเมษายน
พ.ศ. 2458ครั้นเมื่อเสด็จกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งนายทหารคนสนิทพิเศษจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถซึ่งเป็นพระเชษฐาในพระองค์ ต่อมาพระองค์ได้เลื่อนเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์และเป็นร้อยเอกต่อมาเสด็จเข้ารับราชการประจำกรมบัญชาการกองพันน้อยที่ 2 ในตำแหน่งนายทหารเสนาธิการและต่อมาเลื่อนเป็นนายพันตรี แล้วเป็นพันโทบังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งหน้าที่การงานต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยมาโดยตลอด ต่อมาทรงลาราชการ
เพื่อทรงผนวช ณ อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ. 2460 โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระอุปัชฌาย์
แล้วเสร็จประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอลาผนวชและเสด็จเข้ารับราชการเป็นที่เรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสขอหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีให้และประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรส
ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461

พระองค์ทรงประสบปัญหากับพระโรคเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องลาราชการไปพักรักษาตัวในที่ ๆ มีอากาศเย็นตามความเห็นของคณะแพทย์ พระองค์เสด็จ
ไปรักษาตัวที่ยุโรปในปี พ.ศ. 2463 ครั้นพระองค์ทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ทรงเข้าศึกษาวิชาการในโรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการฝรั่งเศส
ณ กรุงปารีส จนสำเร็จการศึกษาเสด็จกลับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2464 หลังจากนั้นอีก 4 ปี ทรงเข้ารับราชการอีกครั้งโดยพระบรมเชษฐาธิราช
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า โปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก และเลื่อนพระยศขึ้นเป็นนายพันเอก
ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่ 2 และเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 ในคราวเดียวกัน และได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาครั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พ.ศ. 2468 พระองค์ก็ได้เสด็จ
เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมั่นคงอยู่ในทศพิธราชธรรม ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็น
ประโยชน์แก่บ้านเมืองหลายด้านหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินพระราชหฤทัยครั้งสำคัญ เมื่อครั้งเกิดปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ทรงยินยอมที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทั้ง ๆ
ที่พระองค์ก็ยังมีกองทัพที่จงรักภักดีพอที่จะต่อสู้กับ คณะราษฎร ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้

ต่อมาเมื่อรัฐบาลในขณะนั้นได้ใช้การปกครองไม่ตรงกับหลักการของพระองค์และทรงเห็นว่าพระราชประสงค์ที่จะให้ประเทศไทยมีการ
ปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่บรรลุผลสำเร็จ จึงทรงกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งด้วยการสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ในขณะที่พระองค์ประทับรักษาพระเนตรอยู่ในประเทศอังกฤษ เพื่อเปิดหนทางให้ผู้ที่เหมาะสมกว่าเข้ามาทำหน้าที่แทนพระองค์สืบไป
ดังพระราชหัตถเลขาว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจ
ทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร" -พระราชหัตถเลขา
สละราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ และเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยพิการ
ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 รวม พระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชกรณียกิจ

ด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง

เศรษฐกิจ สืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ตกต่ำ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขการงบประมาณของประเทศให้งบดุลอย่างดีที่สุด โดยทรงเสียสละตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ โดยมิได้ขึ้นภาษี
ให้ราษฎร เดือดร้อนการสุขาภิบาลและสาธารณูปโภค โปรดให้ปรับปรุงงานสุขาภิบาลทั่วราชอาณาจักรให้ทัดเทียมอารยประเทศ ขยายการสื่อสาร
และการคมนาคม โปรดให้สร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งแรกใน ประเทศไทย ในส่วนกิจการรถไฟ ขยายเส้นทางรถทางทิศตะวันออกจากทาง
จังหวัดปราจีนบุรี จน กระทั่งถึงต่อเขตแดนเขมรการส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ
โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 ขึ้น

ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งนับเป็นโรงภาพยนตร์ทันสมัยในสมัยนั้น ติดเครื่องปรับอากาศ
เพื่อเป็นสถานบันเทิงให้แก่ผู้คนในกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตหัวเมือง ทรงได้จัดตั้ง สภาจัดบำรุงสถานที่ชายทะเลทิศตะวันตกขึ้น เพื่อทำนุบำรุงหัวหินและใกล้เคียงให้เป็นสถานที่ตากอากาศชายทะเลแก่ประชาชนที่มาพักผ่อน

ในปี พ.ศ. 2475 เป็นระยะเวลาที่กรุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปี ทรงจัดงานเฉลิมฉลองโดยทำนุบำรุง บูรณปฏิสังขรณ์สิ่งสำคัญอันเป็นหลักของกรุงเทพฯ
หลายประการ คือ บูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง สร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ เพื่อเชื่อมกรุงเทพฯและธนบุรี
เป็นการขยายเขต เมืองให้กว้างขวาง และสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ด้านการปกครอง

ทรงมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญในโอกาสกรุงเทพฯ มีอายุครบ 150 ปี ในปี พ.ศ. 2475 แต่ก็มีเหตุที่ยังไม่อาจทำได้ในระยะนั้น
ซึ่งเป็นช่วงที่มีคณะบุคคลคณะหนึ่งถือ โอกาสยึดอำนาจการปกครอง ขอเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน การกระทำดังกล่าวเป็น พระราชประสงค์ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งพระราชหฤทัยไว้แต่แรกแล้ว จึงทรงพระราชทานอำนาจและยินยอมให้ปกครอง
แบบประชาธิปไตย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองชาติเดียวในโลกที่เลือดไม่นองแผ่นดิน ทรงยินยอมสละพระราชอำนาจ
เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมาย ทรงให้ตรวจตราตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะเป็นหลักในการปกครองอย่างถี่ถ้วน การที่พระองค์ทรง
เป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนี่เอง เมื่อคณะรัฐบาลบริหารงานไม่ถูกต้องตามหลักการที่วางไว้

ทรงแก้ไขกฎหมายองคมนตรี ด้วยการออกพระราชบัญญัติองคมนตรี พ.ศ. 2470 ให้ สภากรรมการองคมนตรี มีอำนาจหน้าที่ ในการให้คำปรึกษา
ในการร่างกฎหมาย โดยมีพระราชดำริให้สภาองคมนตรีเป็นที่ฝึกการประชุมแบบรัฐสภา กรรมการสภาองคมนตรีอยู่ในตำแหน่งวาระละ 3 ปี

ทรงวางรากฐานการบริหารงานบุคคลของชาติใหม่ ให้เป็นระบบและมีคุณธรรม ด้วยการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2471
ขึ้นบังคับใช้ โดยมี คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมข้าราชการให้อยู่ในระเบียบวินัยข้าราชการ

ทรงตราพระราชบัญญัติควบคุมการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกแห่งสาธารณชน พ.ศ. 2471 เพื่อคุ้มครองสวัสดิการของ
ปวงชนชาวไทย โดยมีขอบเขตครอบคลุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคและการเงิน เช่น การประปา การไฟฟ้า การรถไฟ การเดินอากาศ
การชลประทาน การออมสิน และการประกันภัย อันเป็นรากฐานของระเบียบปฏิบัติ ที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้

ทรงมีพระราชดำริให้จัดระเบียบการปกครองรูปแบบเทศบาลขึ้น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นรู้จักเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารและจัดการงานต่างๆ
ของชุมชน โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติเทศบาล ขึ้นแต่มิได้เป็นไปตามพระราชประสงค์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรม

ภาพขณะทรงซออู้

ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรดให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษา
ได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรด ตราพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ. 2475 พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไปศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึดหลักคำสอนของ
พระพุทธศาสนา โปรดให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก ซึ่งนับว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงสร้าง
หนังสือสำหรับเด็ก ส่วนการศึกษาในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนานั้น ทรงโปรดให้สร้างหนังสือพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ เรียกว่าฉบับสยามรัฐ ชุดหนึ่ง
จำนวน 42 เล่ม ซึ่งใช้สืบมาจนทุกวันนี้

ในด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติได้ทรงวางรากฐานเป็นอย่างดีกล่าวคือ ได้ทรงสถาปนาราชบัณฑิตยสถานสภาขึ้น เพื่อจัดการหอพระสมุดสำหรับพระนครและสอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อจัดการพิพิธภัณฑสถานตรวจรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการบำรุงรักษาวิชาช่างผลงานของราชบัณฑิตสภาเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นอย่างมาก เช่นการตรวจสอบต้นฉบับเอกสารโบราณออกตีพิมพ์เผยแพร่ มีการส่งเสริมสร้างสรรค์วรรณกรรมรุ่นใหม่ด้วยการประกวดเรียบเรียงบทประพันธ์ทั้งร้อย
แก้วและร้อยกรอง

ทรงอนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะได้ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาดนตรีไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงประดิษฐ์ไพเราะ
เข้าถวายการฝึกสอนจนสามารถ พระราชนิพนธ์ทำนองเพลงไทยได้ ถึง 3 เพลง คือเพลง ราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออองค์เถา และเพลง
โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง

ทางด้านวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม ทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดอยุธยา โปรดฯให้เขียนภาพพงศาวดาร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ที่ผนังพระอุโบสถทรงพยายามสร้างค่านิยมให้มีสามีภรรยาเพียงคนเดียว ทรงโปรดให้ตรา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
กฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2471 ริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร อันเป็นการปลูกฝังค่านิยมแบบใหม่ทีละน้อย
ตามความสมัครใจ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติตอนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว โดยไม่ทรงมีพระสนมนางในใดๆทั้งสิ้น

นอกจากนี้แล้ว เมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจ ทรงโปรดในการถ่ายภาพนิ่งและถ่ายภาพยนตร์ ทรงทดลองใช้เอง กล้องถ่ายภาพและภาพยนตร์จำนวน
มากที่ทรงสะสมไว้ สะท้อนให้เห็นพระอุปนิสัยโปรดการถ่ายภาพและภาพยนตร์ ภาพยนตร์ทรงถ่ายมีเนื้อหาทั้งที่เป็นสารคดีและที่ให้ความบันเทิง
ในจำนวนภาพยนตร์เหล่านี้ เรื่องที่เป็นเกียรติประวัติของวงการภาพยนตร์ไทยและแสดงพระราชอัจฉริยภาพดีเยี่ยมในการสร้างโครงเรื่อง กำกับภาพ
ลำดับฉาก และอำนวยการแสดง คือ เรื่องแหวนวิเศษ นับได้ว่าพระองค์เป็นหนึ่งในบุคคลที่บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง

ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

ในต้นรัชสมัย ได้ทรงดำเนินกิจการสำคัญที่ทรงเกี่ยวข้องกับต่างประเทศที่ค้างมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้สำเร็จลุล่วง
ไป เช่น การให้สัตยาบันสนธิสัญญาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทรงทำสัญญาใหม่ ๆ กับประเทศเยอรมนี และทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเกี่ยวกับดินแดน
ในลุ่มแม่น้ำโขงเรียกว่า สนธิสัญญาอินโดจีน พ.ศ. 2496

เหตุการณ์สำคัญ

  • พ.ศ. ๒๔๖๘
    • ตั้งอภิรัฐมนตรีสภา
    • ยุบมณฑลเพชรบูรณ์ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ
    • พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เพื่อเป็นที่ระลึกให้พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกฐ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว) ครบ ๔๕ เล่ม
      จำนวน ๑,๕๐๐ ชุด และพระราชทานแก่ประเทศต่าง ๆ ประมาณ ๕๐๐ ชุด เนื่องจากพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ ร.ศ. ๑๑๒ พิมพ์ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เนื่องจากหาต้นฉบับหลวงมาไม่ทันการณ์ ฉลองรัชดาภิเษก เมื่อ ร.ศ. ๑๑๒
    • ตัดเงินปีสำหรับพระเจ้าอยู่หัวจาก ปีละ ๙ ล้านบาทเหลือ ปีละ ๖ ล้านบาท และให้ยุบกรมมหาดเล็กในรัชการที่ ๖ ลงด้วย
    • ประกอบพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘
    • งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘
    • โปรดฯให้ย้ายกรมธรรมการกลับเข้ามารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อกระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงธรรมการอย่างเดิม
      โดยมีพระราชดำริว่า "การศึกษาไม่ควรแยกออกจากวัด"
  • พ.ศ. ๒๔๖๙
    • ดุลข้าราชการครั้งใหญ่คราวแรก เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ
    • ตั้งราชบัณฑิตสภา
    • เปิดหอพระสมุดวชิราวุธ (หอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน)
    • เปิดทางรถไฟคู่ขนานกรุงเทพ - บางซื่อ
    • เปิดทางรถไฟจากบางซื่อไป ชุมทางตลิ่งชันความยาว ๑๖ กิโลเมตร
    • เปิดทางรถไฟ จากกบินทร์บุรี ไปถึง อรัญประเทศ เมื่อ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙
    • เปิดสะพานพระราม ๖ เมื่อ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ (นับอย่างใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๐)
    • สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยทางรถไฟ ไปทรงเยี่ยมราษฎร ในจังหวัดพิษณุโลก แพร่ ลำปาง
      เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน (มณฑลพายัพ) เมื่อ ๖ มกราคม ๒๔๖๙ - ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ครั้งนี้เป็นการใช้งานรถโบกี้พระที่นั่งบรรทมที่สั่งจากบริษัทเครเวนเป็นครั้งแรก
    • สั่งรถจักรไอน้ำสวิสล้อคอนโซลิเดต (2-8-0) 12 คันแรก ใช้งานกับทางภูเขาสายเหนือ
  • พ.ศ. ๒๔๗๐
    • แปรสภาพบริษัทไฟฟ้าสยามจำกัดเป็นบริษัทไฟฟ้าสยามคอปอเรชันจำกัด เมื่อ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พร้อมยุบบริษัทรถรางไทย
      จำกัดสินใช้ ที่ได้ซื้อกิจการจากกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ แต่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๐ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทไฟฟ้าสยาม
      คอปอเรชันจำกัด
    • ให้แก้ทางรถรางสายดุสิต (สี่เสาเทเวศน์ - แม้นศรี - วัดเลียบ) ช่วงที่ผ่านเข้าเขตพระราชวังดุสิต (บริเวณพระตำหนักสวนกุหลาบ) ให้ตรงไปตามถนนพิษณุโลกแล้วเลี้ยวขวาผ่านวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพราะมีพระราชปรีสงค์ที่จะขยายเขตพระราชฐานออกไป
    • จัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งแรก ที่วังสราญรมย์
    • ได้ช้างเผือก มีพิธีสมโภชน์เมื่อ ๑๕-๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๐ และได้พระราชทานามช้างเผือกว่า "พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ"
      โดยมีนามเต็มคือ

"พระเศวตคชเดชน์ดิลก ประชาธิปกปทุมรัตนดำริ เทวอัคนีนิรุฒชุบเชิด กำเหนิดนภีสีฉวนเฉลียง ฉวีเยี่ยงบุษกรโกมล นขาขนขาวผ่องแผ้ว
แก้วเนตรน้ำเงินงามลึก วันวณึกบรรณาการ คชเชนทรยานยวดยิ่ง มิ่งมงคลฉนำเฉลิมฉัตร สัตตมกษัตรทรงศร อมรรัตนโกสินทร์ รบือรบินบารมีทศ
ยืนพระยศธรรมราชัย นิรามัยมนุญคุณ บุณยโศลกเสิศฟ้า"

พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ยืนโรงอยู่ ๑๖ ปีแล้วล้ม (ตาย) ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ขณะยืนโรงเมื่อคืนวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
พระเศวตคชเดชน์ดิลกฯ ได้ร้องเป็นอุบาทว์ขึ้นอย่างผิดปกติ และ เมื่อพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระเศวตมีงางอกขึ้นไขว้กันแล้วงวงไปติด
ที่ปลายงาซึ่งไขว้กันทำให้เจ้าหน้าที่กรมคชบาล ต้องเลื่อยเอางาออกไป

  • สร้างรถจักรไอน้ำสวิสล้อคอนโซลิเดต (2-8-0) 6 คันหลัง ใช้งานกับทางภูเขาสายเหนือ
  • สั่งรถโบกี้กลไฟบอลด์วิน เพื่อใช้แทนรถราง 4 ล้อ แต่ใช้งานไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  • พ.ศ. ๒๔๗๑
    • ตราพระราชบัญญัติเงินตรา ทำให้ต้องเปลี่ยนคำกำกับธนบัตรจาก "สัญญาจะจ่ายเงินให้แก่ผู้นำธนบัตรมาขึ้นเป็นเงินตราสยาม" (ซึ่งเป็นการแจ้งให้ทราบว่าสามารถนำธนบัตรไปแลกกับเหรียญบาทเงิน หรือ เหรียญเงินอื่นๆ) เป็น "ธนบัตรเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้
      ตามกฎหมาย" (ซึ่งเป็นการแจ้งให้ทราบว่าสามารถนำไปใช้ชำระหนี้ได้เลย ไม่ต้องนำมาแลกเป็นเหรียญเงินก่อน)
    • สั่งรถจักรดีเซลกลจากสวิสมาใช้ในงาน ปรับขบวนในย่านสถานีและใช้กับรถชานเมือง และ รถจักรฮาโนแม็กล้อแปซิฟิก (4-6-2)
      เพื่อแทนรถจักรบอลด์วินในเส้นทางสายเหนือ
    • พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีได้เสด็จเลียบมณฑลภูเก็ต
      ทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดตรัง ระนอง ภูเก็ต และพังงา โดยทางรถไฟและ ทางเรือ เมื่อ
      วันที่ ๒๔ มกราคม -๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ครั้งนี้เป็นการใช้รถจักรฮาโนแม็กทำขบวนรถพระที่นั่งเป็นคร้งแรก
    • กระทรวงธรรมการประกาศเพิ่มหลักสูตรทางจริยศึกษาสำหรับนักเรียน ได้เปิดให้ฆราวาสได้มาเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม
      โดยจัดหลักสูตรใหม่ เรียกว่า "ธรรมศึกษา" ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๗ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ของไทย
      เมื่อคณะราษฎร์ได้ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย
      เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕
    • พ.ศ. ๒๔๗๒
    • เสด็จประพาสสิงคโปร์ ชวา บาหลี เมื่อ วันที่ 31 กรกฎาคม - 11 ตุลาคม พ.ศ. 2472
    • เสด็จชมสุริยุปราคาเต็มดวงที่ สายบุรี มณฑลปัตตานี
    • พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงเพิ่มอีกปีละ ๑ ทุน ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
    • สั่งรถจักรกาแรตต์ ๖ คัน เข้ามาใช้กับทางช่วงแก่งคอย - ปากช่อง ที่ทั้งชัน (๒๔ ใน ๑๐๐๐) ทั้งหักข้อศอก (รัศมี ๒๐๐ เมตร)
  • พ.ศ. ๒๔๗๓
    • เสด็จประพาสญวน เขมร ระหว่างวันที่ ๖ เมษายน ถึง ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ มีการมอบช้างสัมฤทธิ์ให้เรสิดัง
      (ผู้สำเร็จราชการอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศส) ที่นครฮานอย
    • เสด็จฯ พระราชทานปริญญาแพทย์ศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม ครั้งแรก
    • เปิดทางรถไฟถึงวารินทร์ชำราบ (ฝั่งตรงข้ามตัวเมืองอุบลราชธานี) เมื่อ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๓ - สายอุบลสำเร็จบริบูรณ์
    • เปิดเส้นทางรถไฟจากบุ่งหวาย (สถานีสุดท้ายก่อนถึงสถานีวารินทร์) ถึงบ้านโพธ์มูล เมื่อ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๓
      เพื่อขนสินค้าจากแม่น้ำมูล
  • พ.ศ. ๒๔๗๔
    • เสด็จเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ ๖ ถึง ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔
    • เกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เงินปีสำหรับในหลวงเหลือปีละ ๓ ล้านบาท
    • ยุบมณฑล จาก ๑๔ มณฑลเหลือ ๑๐ มณฑล ยุบจังหวัดจาก ๗๙ จังหวัดเหลือ ๗๐จังหวัด
    • ยุบกองทัพ จาก ๑๐ กองพล เหลือ ๔ กองพล แล้วเหลือ ๒ กองพลในปี พ.ศ. ๒๔๗๔
    • ยุบกระทรวงกลาโหม และ กระทรวงทหารเรือ เป็นกระทรวงกลาโหม เมื่อ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๗๔
    • เลิกเก็บเงินศึกษาพลี คนละ ๑ บาท/ปี
    • ที่ประชุมสมุหเทศาภิบาลลงมติรับหลักการร่าง พระราชบัญญัติเทศบาลฉบับแรก
    • เปิดทางรถไฟจาก ถนนจิระถึงบัวใหญ่
    • ทางรถไฟคู่ขยายจากชุมทางบางซื่อไปถึงคลองรังสิต
    • รถจักรดีเซลของสวิส ขนาด ๔๕๐ แรงม้าจำนวน ๖คัน และ รถจักรดีเซลฟริกซ์ ๒คันแรก มาถึงกรุงสยาม
    • เสด็จประพาสแคนาดา และ อเมริกา เพื่อรักษาพระเนตร พร้อมให้สัมภาษณ์นักข่าวอเมริกันเรื่องโครงการมอบรัฐธรรมนูญ
      และเรื่องเทศบาล ระหว่างวันที่ ๒๘ เมษายน - ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๔
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
  • พ.ศ. ๒๔๗๕
    • ฉลองพระนครครบรอบ ๑๕๐ ปี พร้อมเปิดสะพานพุทธยอดฟ้า เมื่อ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕
    • คณะราษฎรดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
    • ประกาศหลัก ๖ ประการเป็นแนวการปกครอง คือ
      • จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศให้มั่นคง
      • จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลง
      • จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการ
        เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ ราษฎรอดอยาก
      • จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอกัน
      • จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการ ดังกล่าวข้างต้น
      • จะต้องให้การศึกษาเต็มที่กับราษฎร
    • พระราชทานธรรมนูญการปกครองชั่วคราว เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
    • เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นประธานรัฐสภาท่านแรก
    • พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีท่านแรก
    • ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง โจงกระเบน
    • พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร เมื่อ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕
    • ประกาศใช้แผนการศึกษาฉบับใหม่
    • ยุบตำแหน่งนายพล และ กองพล ให้เหลือแค่ ๑๘ กองพันทหารราบ ๔ กองพันทหารม้า ๒ กองพันทหารปืนใหญ่ ๒ กองพันทหารช่าง
      และ ๒ กองพันทหารสื่อสาร ส่วนทหารเรือให้เป็นไปตามแบบแผนเดิมเนื่องจากเป็นกรมที่เล็ก
  • พ.ศ. ๒๔๗๖
    • เปิดทางรถไฟจากบัวใหญ่ ไป ขอนแก่น เมื่อ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖
    • เลิกพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
    • เกิดกบฏบวรเดช (๑๔ - ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๖)
    • ยุบกระทรวงวังเป็นสำนักพระราชวัง
    • เลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ด้วย พ.ร.บ. การปกครองพระราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๗
    • ตั้งกรมพลศึกษา เมื่อ ๑ เมษายน ๒๔๗๗ นาวาเอกหลวงศุภชลาศัยเป็นอธิบดีคนแรกหลังถูกให้ออกจากราชการกรมทหารเรือ
      เนื่องจากก่อความวุ่นวายในกองทัพเรือเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๖
    • ข้าวปิ่นแก้วได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดที่แคนาดา
    • เสด็จทวีปยุโรปเพื่อรักษาพระเนตรระหว่างในประเทศสหราชอาณาจักรวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
  • พ.ศ. ๒๔๗๗
    • แปรสภาพจากกรมทหารเรือเป็นกองทัพเรือ
    • เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗
    • ทรงสละราชสมบัติ เมื่อ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (นับอย่างใหม่ต้อง พ.ศ. ๒๔๗๘)
  • พ.ศ. ๒๔๘๔
    • เสด็จสวรรคต ณ ประเทศ สหราชอาณาจักร เมื่อ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔


    โดย...จิรภัทร วรรัตน์
          ที่มา : /ข้อมูลเพิ่มเติม
 
Copyright © We love thailand.com 2004 All rights reserved
Webdesigned &  Power By : Thaibangkokhost.com ไทยบางกอกโฮสท์ เช่าโฮสท์ ออกแบบเว็บไซต์